|
|
|
Hand Foot and
Mouth Syndromes |
| เวลาเห็นลูกเป็นผื่น
อาจเป็นไปได้ว่าลูกได้รับเชื้อที่ทำให้เกิดโรคมือ เท้า ปาก
เข้าให้แล้ว ที่สำคัญเป็นโรคติดต่อที่มีเชื้อไวรัสเป็นตัวนำ
แม้ไม่อันตรายอะไร แต่ก็นำความรำคาญและหงุดหงิด
ทรมานมาให้ลูกได้มากเชียวแหละ |
| |
โรคมือ
เท้า ปาก (Hand Foot and Mouth Syndromes)
เกิดจากเชื้อไวรัสที่อาศัยอยู่ในลำไส้ของคน จึงถูกตั้งชื่อว่า
เอนเทอโรไวรัส (Enterovirus)
ซึ่งเจ้าไวรัสชนิดนี้จะถูกขับออกจากร่างกายมากับอุจจาระ
และสามารถแพร่กระจายไปสู่คนอีกคนหนึ่งได้โดยการกินอาหารหรือดื่มน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อไวรัสที่มาจากอุจจาระ
ส่วนสัตว์อื่นๆ ไม่สามารถที่จะแพร่กระจายเชื้อไวรัสนี้ได้
|
สำหรับเชื้อเอนเทอโรไวรัสนี้มีหลายกลุ่มมาก เช่น เอคโคไวรัส
(Echovirus) และค็อกแซคกี้ไวรัส (Coxsackie virus)
ซึ่งค็อกแซคกี้ไวรัสนี้เองที่ทำให้เกิดโรคมือ ปาก เท้า
และแบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่ม A และ B
โดยเชื้อที่แสดงอาการโรคมือ ปาก เท้า
นี้อยู่ในค็อกแซคกี้ไวรัสกลุ่ม A 16 ค่ะ
ที่สำคัญเด็กจะมีความเสี่ยงสูงที่สุดเพราะมักจะไม่สามารถรักษาความสะอาดส่วนตัวได้ดี
เด็กจึงมักแพร่เชื้อไวรัสไปสู่เด็กอื่นๆ ได้ง่าย
(อุจจาระ-ผิวหนัง-มือ-ใส่ปาก)
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กที่อยู่รวมกันมากๆ อย่างโรงเรียนอนุบาล
หรือสถานรับเลี้ยงเด็ก |
| |
โรคนี้มักจะมีระยะฟักตัวค่อนข้างสั้นประมาณ 4-6 วัน
โดยมีอาการของผื่นที่บริเวณเยื่อเมือกในปากและมีผื่นเกิดที่ผิวหนังร่วมด้วย
- เด็กเล็กจะมีผื่นในปากและผื่นที่ผิวหนังเท่าๆ กันเกือบ 100%
- เด็กวัยเรียนจะมีผื่นในปากมากกว่าผิวหนัง 38%
- ผู้ใหญ่จะมีผื่นในปาก 11% และมักจะมีผื่นที่ผิวหนังมากถึง
81% |
สัญญาณ อาการ
- เริ่มมีไข้ต่ำๆ เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย คอเจ็บ
- อาการที่อาจมีร่วมด้วย คือมีอาการคล้ายหวัด น้ำมูกไหล
ต่อมน้ำเหลือโต ใต้คางโตและอักเสบ ท้องร่วง ถ่ายเหลว คลื่นไส้
อาเจียน
- หลังจากนั้นประมาณ 1-2 วัน ก็จะพบผื่นที่เยื่อบุในปาก
มักจะเกิดที่บริเวณลิ้นและในช่องปาก
- ผื่นจะกลายเป็นแผลเล็กๆ มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 4-8
มิลลิเมตร
- สุดท้ายจะกลายเป็นตุ่มน้ำใสๆ และแตกเป็นแผล
- จากนั้นอีกไม่กี่วันก็จะเป็นผื่นผิวหนัง มีขนาด 3-7
มิลลิเมตร ที่มักจะเกิดที่มือมากกว่าที่เท้า
โดยเฉพาะหลังมือและหลังเท้ามากกว่าฝ่ามือและฝ่าเท้า
ผื่นจะกลายเป็นตุ่มน้ำใสๆ และในตุ่มน้ำใสๆ
นี้ก็มีเชื้อไวรัสอยู่ด้วย ซึ่งจะยุบแห้งไปเองภายในเวลาประมาณ
1 สัปดาห์ ไม่แตกเป็นแผลเหมือนในปาก
ทั้งนี้บางครั้งจะเจอบริเวณสะโพกด้วย
แต่จะไม่กลายเป็นตุ่มน้ำใสๆ จะเป็นเพียงผื่นแดง นูนๆ เท่านั้น
โดยเด็กบางคนอาจจะเป็นโรคมือ เท้า ปากซ้ำๆ ได้หลายครั้ง
|
| |
นอกจากเชื้อค็อกแซคกี้ไวรัส A16
แล้วยังพบว่าเชื้อเอนเทอโรไวรัส A17
ยังเป็นสาเหตุของโรคนี้อีกด้วย
แต่มักทำให้เกิดอาการที่รุนแรงกว่า
อาจจะเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ เช่น เยื่อหุ้มสมองอักเสบ
สมองอักเสบอัมพาต
แต่ในประเทศไทยยังไม่พบรายงานว่ามีเชื้อเอนเทอโรไวรัส A17
นี้แต่อย่างใดค่ะ |
|
เนื่องจากเชื้อไวรัสจะติดต่อกันทางการกินหรือการอมเชื้อโรคที่ปนเปื้อนอยู่กับอาหารหรือของเล่นแล้ว
เด็กๆ
อาจจะได้รับเชื้อโรคที่แพร่กระจายอยู่ในละอองฝอยน้ำลายจากการไอหรือจามก็ได้
ดังนั้นเมื่อเกิดโรคนี้ขึ้นกับเด็กที่อยู่ในโรงเรียนหรือสถานรับเลี้ยงเด็ก
จะเห็นว่ามีการแพร่ระบาดกันอย่างรวดเร็ว
จึงต้องมีการปิดโรงเรียนหรือสถานรับเลี้ยงเด็ก
ซึ่งก็เคยเป็นข่าวเมื่อเร็วๆ
นี้ที่โรงเรียนในกรุงเทพมหานครมีการสั่งปิดโรงเรียน
เพื่อป้องกันการแพร่ระบาด
ส่วนในต่างประเทศก็เคยเป็นข่าวใหญ่ในประเทศสิงคโปร์เมื่อ 3-4
ปีที่ผ่านมา ที่ต้องปิดโรงเรียนเช่นเดียวกันกับในกรุงเทพฯ
แต่ในประเทศสิงคโปร์นั้นมีสาเหตุมาจากเอนเทอโรไวรัส A17
ทำให้เด็กมีอาการหนักและบางคนถึงกับเสียชีวิต
ส่วนในเมืองไทยอาการของเด็กไม่รุนแรงเพราะเป็นเชื้อคนละตัวกันค่ะ
|
| |
วิธีป้องกันที่ดีอีกอย่างหนึ่ง
คือการดูแลรักษาสุขภาพอนามัยส่วนบุคคล
โดยสอนให้เด็กล้างมือก่อนและหลังกินอาหาร
ฉะนั้นเด็กเล็กที่ยังรับผิดชอบตนเองไม่ค่อยได้มักเป็นโรคนี้มากกว่าเด็กโต
คุณพ่อคุณแม่และผู้ปกครองต้องระวังสุขอนามัยแทนตัวเด็กเองด้วยค่ะ
|
|
เมื่อเด็กมีแผลในปากและผื่นตามมือ เท้า และสะโพกนั้น
จะรักษาตามอาการ เช่น ให้ยาลดไข้ เช็ดตัวลดไข้
ให้อาหารเหลวเนื่องจากการเบื่ออาหารเพราะแผลในปาก
เมื่อรักษาตามอาการแล้วส่วนใหญ่ไข้จะลด และหายไปภายในเวลา 1
สัปดาห์
แต่ถ้าเชื้อรุนแรงอาจจะมีอาการเยื่อหุ้มสมองอักเสบหรือสมองอักเสบ
ซึ่งจะมีอาการชัก ซึม ไม่กินอาหาร ควรนำลูกส่งโรงพยาบาลด่วนค่ะ
|
| |
นอกจากนี้เด็กอาจจะมีอาการท้องร่วง อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร
เนื่องจากสูญเสียน้ำ และเกลือแร่ไปกับอุจจาระที่ถ่ายบ่อยๆ
ควรให้เด็กดื่มสารละลายเกลือแร่
หรือน้ำข้าวต้มใส่เกลือเล็กน้อยพออร่อยก็ได้ค่ะ
อีกวิธีหนึ่งคือการแยกเด็กไม่ให้เข้ากับกลุ่มคนอื่นๆ
แต่ส่วนมากแล้วก่อนที่เด็กจะมีผื่นที่ผิงหนังหรือแผลในปากนั้น
จะมีไวรัสอยู่ในร่างกายและลำไส้อยู่แล้ว และแพร่กระจายจากการไอ
จาม น้ำลายไหล หรือการปนเปื้อนอุจจาระ |
เด็กคนอื่นๆ
อาจจะรับเชื้อโรคไปแล้วแต่ยังไม่แสดงอาการ
เนื่องจากอยู่ในระยะฟักตัว
ดังนั้นถ้าพบว่าเด็กในกลุ่มหรือในห้องเรียน 1 คน
มีผื่นที่ผิวหนังหรือแผลในปากแล้ว
แสดงว่ามีการแพร่ไปสู่เด็กคนอื่นๆ หลายคนแล้วค่ะ
หาเกิดในโรงเรียนจึงจำเป็นต้องปิดโรงเรียนด้วยเหตุนี้
สุดท้ายเนื่องจากเชื้อเอนเทอโรไวรัสมีหลายชนิดหลายกลุ่มมาก
จึงยังไม่มีวัคซีนป้องกัน
นอกจากเชื้อเอนเทอโรไวรัสที่ทำให้เกิดโรคโปลิโอเท่านั้นที่มีวัคซีนเรียนร้อยแล้วค่ะ
|
| ที่มา
นิตยสารดวงใจพ่อแม่ ปีที่ 10 ฉบับที่ 116 มิถุนายน 2548 |
|
|
ส่งเรื่องราวที่เป็นประโยชน์ต่อครอบครัวและสังคมได้ที่ |
|
|
|